แชร์สนั่น! สาวโดนรถสถานทูตชนกระเด็น 10 วันแล้วเงียบกริบ

แชร์สนั่น! สาวโดนรถสถานทูตชนกระเด็น 10 วันแล้วเงียบกริบ

แชร์สนั่น! สาวโดนรถสถานทูตชนกระเด็น 10 วันแล้วเงียบกริบ

โลกออนไลน์เป็นกำลังใจให้ เหยื่อสาวถูกรถสถานทูตอังกฤษชน ย่านคลองตัน กระดูกหัก 3 ท่อน แตไม่เห็นเหลียวแลรับผิดชอบ คดีก็ยังไม่คืบหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจประเด็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ดเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ระบุว่าถูกรถประจำสถานทูตอังกฤษเฉี่ยวชน ร่างกระเด็นไป 20 เมตร บาดเจ็บสาหัส แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า

ตามรายงานระบุว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง คลิปดังเฟสบุ๊ค ได้โพสต์คลิปวิดีโอภาพจากกล้องจรปิด บริเวณถนนปรีดี พนมยงค์ (สุขุมวิท 71) หลักฐานเหตุการณ์ระหว่างที่หญิงสาวผู้ร้องทุกข์ ถูกรถยนต์คันหนึ่งที่ระบุว่าเป็นรถจากสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ที่เฉี่ยวชนเธอได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่เว็บไซต์พันทิปดอทคอม มีผู้ตั้งกระทู้ชื่อ “โดนรถสถานทูตอังกฤษชน แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆเลย ควรทำอย่างไรดีคะ” จาก สมาชิกหมายเลข 3044635 ได้โพสต์เอาไว้ ได้รับความสนใจจากโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก โดยเนื้อหากระทู้ระบุว่า

“เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะที่ดิฉันขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปตามถนนสุขุมวิท 71 เมื่อถึงทางแยกซอยปรีดี พนมยงค์ 20/1 ได้มีรถยนต์โฟล์กสวาเกน จากสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย แล่นออกมาจากซอยตัดหน้ารถที่ดิฉันขับขี่กะทันหัน รถดิฉันแล่นอยู่ในทางตรงและเป็นถนนสายหลัก โดยรถไม่หยุดรอให้รถทางสายหลักแล่นผ่านไปก่อน เป็นเหตุให้เกิดการชนอย่างรุนแรง

ดิฉันถูกชนกระเด็นลอยข้ามไปถนนอีกด้านประมาณ 20 เมตร ตกอยู่ในช่องทางเดินรถเลนฝั่งตรงข้าม ดิฉันนอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด โชคดีที่ไม่มีรถผ่านมาแล่นชนทับดิฉัน หลังจากนั้นดิฉันได้รับการช่วยเหลือจากพลเมืองดี นำดิฉันส่งโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท สุขุมวิท

ทราบภายหลังว่า ผู้ขับขี่รถสถานทูตอังกฤษคนดังกล่าว ไม่ได้ให้ความสนใจให้ความช่วยเหลือ ดิฉันตามวิสัยของคนมีจิตใจปกติ เพียงลงมาดูและกดโทรศัพ์ ก่อนจะกลับขึ้นไปนั่งบนรถ ดิฉันต้องเข้าห้องผ่าตัด กระดูกหัก 2 ท่อน ศีรษะแตก ดิฉันได้เข้าผ่าตัด ณ วันที่เกิดเหตุทันที โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประมาณ 120,000 บาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการชำระเงินใดๆ และดิฉันก็ไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เพราะไม่สามารถสรุปการจ่ายเงินทั้งหมดได้จากทางฝ่ายใดเลย

ดิฉันได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างมาก เพราะมีครอบครัว และบุตรเล็กๆ ต้องพึ่งพารายได้จากดิฉัน ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ขาดรายได้อย่างแน่นอน ขณะนี้วันที่ 10 มีนาคม 2559 (ผ่านไป 10 วันแล้ว) เจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษรายนี้ ไม่ได้มีการมาเยี่ยมเยียน ถามไถ่อาการ หรือติดต่อเพื่อจะดำเนินการช่วยเหลือดิฉันด้านมนุษยธรรมเบื้องต้นเลย

ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ดิฉันได้ติดต่อไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน เจ้าของคดี ได้ทราบว่า ตำรวจพยายามติดต่อไปที่สถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ถึงเจ้าหน้าที่สังกัดสถานทูตอังกฤษท่านนี้แล้ว แต่ผู้ขับขี่ไม่ยอมมาพบตำรวจแต่อย่างใด ดิฉันจึงไม่มีช่องทางอื่นใด ที่จะติดต่อเจรจา จึงอยากทราบว่าดิฉันควรทำอย่างไร หรือติดต่อหน่วยงานใดไหน แล้วจะแจ้งเค้าว่าอย่างไร เพื่อให้เขาทราบถึงความเดือดร้อนและมารับผิดชอบเยียวยาดิฉันบ้าง”

อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางส่วนได้ให้กำลังใจและร่วมแชร์ประเด็นดังกล่าวออกไปให้สังคมรับทราบ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ บางส่วนก็เสนอนักกฎหมายและให้คำปรึกษาแก่หญิงสาวที่ประสบเหตุ เพื่อคลี่คลายและให้ความเป็นธรรม

ขณะที่หลักฐานชิ้นสำคัญ ภาพจรปิดจากจุดเกิดเหตุ ทำให้สามารถต่อประเด็นต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เชื่อว่าหญิงที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับความยุติธรรมเร็วๆ นี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เกี่ยวกับตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ไม่มีหลักมนุษยธรรม

วงจรปิดค่ายบัญชาเมฆ ไร้วี่แววมือมืดทำร้ายแมว ”บัวขาว”เผยไทเกอร์น้ำตาไหล สุดสงสาร

วงจรปิดค่ายบัญชาเมฆ ไร้วี่แววมือมืดทำร้ายแมว ”บัวขาว”เผยไทเกอร์น้ำตาไหล สุดสงสาร

วงจรปิดค่ายบัญชาเมฆ ไร้วี่แววมือมืดทำร้ายแมว ”บัวขาว”เผยไทเกอร์น้ำตาไหล สุดสงสาร

จากกรณีแฟนเพจเฟซบุ๊กของ “บัวขาว บัญชาเมฆ” ฉายา นายสมบัติ บัญชาเมฆ อายุ 33 ปี ใช้ชื่อเพจเฟซบุ๊กว่า “Banchamek Gym” โพสต์ภาพบัวขาวแจ้งความที่ สน.ลาดพร้าว พร้อมข้อความระบุว่า“บัวขาวเดินทางไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเรื่องแมวไทเกอร์ บัวขาว ที่โดนทำร้าย ส่วนอีกตัวเสียชีวิต ที่เกิดเหตุบาดแผลถูกฟันคอเกือบขาด ตอนนี้อาการไทเกอร์ 9 มีนาคม มีน้ำหนองอยู่แต่ไม่หนัก กินอาหารได้ ไม่มีอาการซึม รักษาตัวที่ รพ.สัตว์ศรีวรา”

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่ค่ายบัญชาเมฆ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ นายสมบัติเปิดเผยว่า ตอนนี้ให้ลูกน้องช่วยกันไล่ดูกล้องวงจรปิดภายในค่ายแล้ว แต่ยังไม่พบเบาะแสเพิ่มเติม ทั้งนี้ ฝากความหวังไว้ที่กล้องของ กทม. ที่ตำรวจนำไปตรวจสอบ นอกจากนี้ อยากฝากถึงผู้กระทำความผิดให้ออกมารับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าไม่น่าจะใช่ฝีมือของคนที่มีบ้านในละแวกนี้ เนื่องจากแถบนี้จะไม่ค่อยสนใจกับเรื่องแบบนี้ แต่ช่วงกลางคืนจะมีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ผ่านหน้าค่ายและส่งเสียงรบกวนเกือบทุกคืน อีกทั้งมีแคมป์คนงานก่อสร้างในซอยหลายแห่งอยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบด้วย ส่วนอาการของเจ้าไทเกอร์ที่รักษาตัวอยู่ที่รพ.ศรีวราห์นั้น อาการยังไม่ดีขึ้นสัตวแพทย์ต้องนำเนื้อบาดแผลส่วนที่เน่าออก ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 10 มีนาคม เจ้าหน้าที่ของค่ายไปดูอาการพบว่าเมื่อเห็นหน้าคนรู้จัก เจ้าไทเกอร์ร้องเรียกและมีน้ำตาไหล น่าสงสารและเวทนาคาดว่าน่าจะต้องเข้ารับการรักษาประมาณ 1เดือน

ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผกก.สน.หัวหมาก เปิดเผยว่า ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่ชี้ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุหรือเป็นฝีมือของคน เรื่องอาวุธยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ แมวที่เลี้ยงก็เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ จะไปที่ไหนบ้างก็ไม่รู้ และระยะเวลาเกิดเหตุกับเวลาแจ้งความมีช่องว่างมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เวลาทำงานด้วย ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าว ตอนนี้มีกล้อง กทม. 2 ตัว เจ้าหน้าที่กำลังไล่ดูอยู่ ส่วนกล้องในค่ายบัญชาเมฆนั้นทางนายสมบัติจะช่วยดูอีกที โดยแมวที่บาดเจ็บนั้นเชื่อว่าบาดเจ็บมาจากด้านนอก หากมีใครพบเห็นแมวหรือสามารถแจ้งเบาะแส ให้เข้ามาแจ้งได้เลยที่ สน.ลาดพร้าว

นอกจอแมนมาก! เพชร เผ่าเพชร หวานแฟนสาว แปม วงไกอา

นอกจอแมนมาก! เพชร เผ่าเพชร หวานแฟนสาว แปม วงไกอา

นอกจอแมนมาก! เพชร เผ่าเพชร หวานแฟนสาว แปม วงไกอา

กำลังกลายเป็นขวัญใจสาวแท้ สาวเทียมเลย สำหรับ หนุ่มหล่อผมทอง เพชร เผ่าเพชร หรือ กัส จากไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรี่ส์ เห็นในจอตุ้งติ้ง จนหลายคนคิดว่าตัวจริงนั้นจะแมนหรือเปล่า? เพราะเพชรแต่งหญิงแล้วสวยมาก จนหลายคนคิดว่าไม่น่าจะแมนร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอน

แต่ผิดคาดค่ะ เพราะถ้าได้ลองเข้าไปส่องในอินสตาแกรมของเจ้าตัวนั้น ถึงจะดูเป็นผู้ชายแต่งตัวจัด แต่ว่าแมนทั้งแท่ง แล้วยังมีแฟนเป็นผู้หญิง และทั้งคู่ยังเปิดเผยลงรูปคู่กันด้วย ซึ่งสาวสวยหุ่นดีคนนี้ ก็อยู่ในวงการบันเทิงเช่นกัน เธอชื่อ แปม วงไกอา ซึ่งทั้งเพชร แปม ก็หวานไม่ได้แคร์สื่อกันเลย แบบนี้สาวๆ คงอกหักกันเป็นแถว

ปู ไปรยา สยบข่าวเม้าท์!! เคลียร์คิวดูแลแม่โน้ต ได้คะแนนรักเต็มๆ

ปู ไปรยา สยบข่าวเม้าท์!! เคลียร์คิวดูแลแม่โน้ต ได้คะแนนรักเต็มๆ

ปู ไปรยา สยบข่าวเม้าท์!! เคลียร์คิวดูแลแม่โน้ต ได้คะแนนรักเต็มๆ

ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงกันรัวๆ เมื่ออยู่ดีๆ ก็มีข่าวเม้าท์ ข่าวมอยด์ว่า คุณแม่ของ 2 ไฮโซหนุ่มรูปหล่อ “น็อต วิศรุต” และ “โน้ต วิเศษ” ประสบอุบัติเหตุปั่นจักรยานล้มในหมู่บ้าน จนว่าที่ลูกสะใภ้คนสวยอย่างสาว “ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” ต้องคอยพยาบาลดูแลอยู่ไม่ห่าง เพราะสะใภ้เบอร์หนึ่งของบ้าน “ชมพู่ อารยา”กำลังติดภารกิจไกลอยู่ในต่างประเทศ!!

แต่ล่าสุดขณะที่สาวปูเดินทางมาร่วมโชว์ความฟิตในงาน “อัมรินทร์ เอาท์ดอร์ อันลิมิเต็ด ไตรกีฬา 2559”เจ้าตัวก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ตอนนี้คุณแม่ของหวานใจไฮโซยังแข็งแรงปกติดีทุกอย่าง ไม่มีให้อะไรต้องเป็นห่วง และที่สำคัญตัวเองก็ไม่ได้เฝ้าปรนนิบัติเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำอย่างที่มีข่าวออกมาด้วย…

มีข่าวว่าช่วงนี้เราดูแลคุณแม่ พี่น็อต พี่โน้ต เพราะท่าประสบอุบัติเหตุจากการปั่นจักรยาน ?
“ไม่ต้องดูแลค่ะ คุณแม่เขาสบายดีค่ะ คุณแม่เขาดูแลตัวเองได้ สบาย (ยิ้ม)”

แต่ตามข่าวบอกว่าท่านประสบอุบัติเหตุ ?
“ไม่ค่ะ คุณแม่ท่านโอเคค่ะ แฮปปี้ เราเพิ่งจะไปทานข้าวกันเอง”

เขาบอกอีกนะว่าเราดูแลเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำเต็มที่เลย ?
“ไม่หรอกค่ะ คุณแม่ท่านดูแลตัวเองได้ ท่านเก่ง (ยิ้ม) แต่ถ้าเจอกันก็คือจะทานข้าวปกตินะ และเดี๋ยวปูก็คงจะได้เจอกับโน้ตด้วยเหมือนกัน”

ปกติเราไปเยี่ยมที่บ้านบ่อยไหม ?
“คือเราเจอกันปกติอยู่แล้วค่ะ วันไหนว่างก็ทานข้าวกัน”

พี่โน้ตเขาแซวบ้างไหมมีข่าวว่าเราดูแลคุณแม่เขาออกมาแบบนี้ ?
“ไม่แซว ไม่แซว (ยิ้ม)”

ตามข่าวเขาก็บอกว่าเราได้คะแนนนำลูกสะใภ้อันดับ 1 ไปเลย ?
“ไม่มีทางค่ะ พี่ชมคือสะใภ้เบอร์ 1 ของบ้านค่ะ จริงๆ ค่ะ (ยิ้ม)”

กปภ.7ห่วง2จ.แล้ง-ปรับแผนบริหารน้ำ

การประปาส่วนภูมิภาคเขต 7 ห่วง 2 จังหวัด หลังแล้งคุกคาม พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำ

กปภ.7ห่วง2จ.แล้ง-ปรับแผนบริหารน้ำ

นายทวีวัฒน์ นิ่มวรพันธุ์ ผู้อำนวยการการประปาส่วนภูมิภาคเขต 7 ซึ่งดูแลรับผิดชอบ 6 จังหวัด ประกอบด้วย จ.อุดรธานี เลย หนองคาย สกลนคร นครพนม และหนองบัวลำภู เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติและรุนแรงกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน จ.อุดรธานี และ หนองบัวลำภู ที่จะต้องจับตาดูเป็นกรณีพิเศษหลังแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มแห้งขอด เบื้องต้น ทางการประปาส่วนภูมิภาคเขต 7 ได้มีการปรับแผนการปล่อยน้ำในช่วงกลางคืนด้วยการลดระดับแรงดัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำประปาที่ส่งออกไปยังบ้านเรือนของประชาชนช้าลง ถือเป็นการประหยัดน้ำทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังได้ทำการประชาสัมพันธ์ เดินรณรงค์ให้ชาวบ้านใช้น้ำอย่างคุ้มค่า สำหรับกรณีการใช้น้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น นายทวีวัฒน์ ระบุว่า ยังไม่น่ากังวลนักเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้จัดสรรน้ำไว้เตรียมพร้อมแล้ว แต่อาจจะลดจุดบริการรถน้ำลงจากเดิมเพื่อให้การบริหารน้ำช่วงฤดูแล้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการการประปาส่วนภูมิภาคเขต 7 ยืนยันว่าจะมีน้ำสำหรับอุปโภค – บริโภคไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2559 อย่างแน่นอน พร้อมขอความร่วมมือไปยังประชาชนให้ช่วยกันประหยัดน้ำและใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด

สังคมต้องช็อก! ชายวัย 65 แต่งงานกับเด็กหญิงอายุ 12

ทั่วโลกวิจารณ์ คลิปทดสอบมนุษยธรรม ชายวัย 65 แต่งงานกับเด็กอายุ 12 กลางไทม์สแควร์ เกิดผลตอบกลับทางสังคมที่ต้องตะลึง

สังคมต้องช็อก! ชายวัย 65 แต่งงานกับเด็กหญิงอายุ 12

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภาพเหตุการณ์ชายวัย 65 ปี ควงแขนภรรยาอายุ 12 ปี เดินถ่ายภาพพรีเวดดิ้งไปทั่วไทม์สแควร์ ใจกลางมหานครนิวยอร์ก ตกเป็นเป้าสายตาผู้คนและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์สะท้อนกลับถึงความเหมาะสมในสังคมอย่างรวดเร็ว ผลงานทดสอบมนุษยธรรมล่าสุดของนักทำคลิปสารคดีชื่อดัง ถูกกล่าวถึงไปทั่วโลกอีกครั้ง

โคบี้ เพอร์ซิน (Coby Persin) เจ้าของช่องบนเว็บไซต์ยูทูปชื่อดัง ได้เผยแพร่ผลงานทดสอบมนุษยธรรมชิ้นล่าสุด ที่เรียกความสนใจให้กับผู้คนทั่วโลก หลังจากที่เขาตั้งประเด็นสงสัยที่ว่า “สังคมจะยอมรับมากแค่ไหน หากเยาวชนถูกจับแต่งงานไม่สมวัยอันควร” คลิปวิดีโอถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก

ชายวัย 65 ปี ควงแขนภรรยาอายุ 12 ปี ที่ดูไม่มีความสุขนัก ออกมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่ย่านไทม์สแควร์ ทันทีที่ทั้งคู่ปรากฏตัว ปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างเกิดความสงสัยอย่างชัดเจน มีการเผชิญหน้ากับผู้คนที่เข้ามาสอบถามต่างๆ นานา เช่น “เธออายุเท่าไหร่” , “เธอยังเด็กอยู่เลย” , “คุณทราบกฎหมายหรือไม่” , “คุณทำแบบนี้แล้วมีความสุขหรือ” ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าสังคมยังรับไม่ได้กับการแต่งงานของเยาวชนที่ยังไม่ถึงวัยอันควร หรือเป็นการจับคลุมถุงชน บางคนยื่นมือเข้ามาเพื่อจะช่วยเหลือเด็กหญิง พร้อมกับต่อว่าชายสูงวัยที่ปฏิบัติเช่นนี้กับเด็กไร้เดียงสา

อย่างไรก็ตาม คลิปวิดีโอดังกล่าวไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ทีมงานเข้าชี้แจงและแจ้งให้ทราบว่าเป็นเพียงวิดีโอสารคดีเท่านั้น พร้อมกับขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งในการไม่สนับสนุนการแต่งงานที่ไม่เหมาะสม หรือเข้าข่ายล่วงละเมิดเยาวชนที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโลก

สำหรับ โคบี้ เพอร์ซิน เป็น ยูทูปเบอร์ ที่สร้างผลงานเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทูป ทั้งในรูปแบบสารคดีทดสอบมนุษยธรรมในสังคม หรือ คลิปหยอกล้อแกล้งผู้คนตามที่สาธารณะ ผลงานของเขามักจะได้รับความสนใจอยู่เสมอๆ จนมียอดผู้ติดตามในยูทูปเกือบ 2 ล้านคนแล้ว

พิสูจน์เส้นทางนักร้อง “ณัฐ ศักดาทร” ผลงานหรือแค่บ้านรวย!

ผมเชื่อว่าการที่เรามาอยู่ตรงนี้เราเกิดขึ้นได้เพราะว่าจากซัพพอร์ตของคนหลายๆ คน เขาลงทุนด้วยแรงทรัพย์ด้วยความรักเรา เราก็เป็นเหมือนหุ้นที่เขามาลงทุน เพราะฉะนั้นเราจงทำตัวเป็นหุ้นที่ให้กำไรกับคนที่เขามาลงทุน                    

เป็นเวลากว่า 8 ปีที่นักร้องหนุ่ม “ณัฐ ศักดาทร” หรือที่รู้จักกันว่า “นัท AF4” เดินเข้ามาสู่เส้นทางนักร้องซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เขาก้าวสู่เวทีประกวดทรูอะคาเดมี่แฟนเทเชียปี4 ตอนนั้นต้องยอมรับว่าเขาคือผู้เข้าประกวดที่โดนกระแสโจมตีอย่างหนักหน่วงกับคำครหาไม่ว่าจะเรื่องของบ้านรวยเลยใช้เงินซื้อโหวตจนชนะ เสียงไม่ดีคงไปได้ไม่ไกล

แต่เมื่อเวลาผ่านไป “ณัฐ ศักดาทร” ก็ได้พยายามพิสูจน์ด้วยผลงานเพลงและต่อยอดพัฒนาตัวเองขึ้นไปกับผลงานต่างๆ และวันนี้ 8 ปีผ่านไปนัทก็กลายเป็นศิลปินแถวหน้าในวงการเพลงที่ซิงเกิ้ลเพลงได้การยอมรับอาทิ ครั้งหนึ่งในชีวิต คิดถึงดังดัง รักเธอคนเดียว และอีกมากมาย อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของเขาให้ผ่านช่วงเวลาความกดดันจากคำดูถูกและคำครหาต่างๆ มาได้ Sanook! News พร้อมแล้วที่จะพาหนุ่มนัทมาเปิดใจแบบหมดเปลือกที่แรกและที่เดียว

จุดประกาย ‘ความฝัน’ การเป็นนักร้อง

ณัฐเล่าว่าจุดประกายความฝันการเป็นนักร้องของตนนั้นเกิดจากวันนึงไปรับพี่สาวในงานคอนเสิร์ตและทำให้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศคอนเสิร์ตครั้งแรกและรู้สึกสนุกจึงเริ่มมีฝันอยากจะเป็นนักร้อง

“พี่สาวผมไปดูคอนเสิร์ตของพี่อ้อมและพี่ทาทาและบังเอิญว่าผมไปรับพี่สาวกับแม่ก็เลยมีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตช่วงสุดท้าย เพราะมันเล่นที่กลางแจ้งและตอนนั้นพอเราได้สัมผัสบรรยากาศคอนเสิร์ตแบบสดๆ ครั้งแรกในชีวิตเราก็รู้สึกว่ามันสนุกจังมันมีความสุขจังเราสัมผัสได้เราตื่นเต้นไปกับมัน และคิดว่ามันเจ๋งอยากทำอย่างนี้ได้บ้างอยากไปอยู่บนเวทีและทำให้คนเขาสนุกแบบนี้ก็เลยอยากเป็นนักร้อง แต่ตอนนั้นก็อายุแค่เพียง 11-12 ปีเองครับ” นัทเริ่มเล่า

ตามล่าฝันสู่เวทีประกวดกับคำครหา ‘บ้านรวยซื้อทุกอย่างได้’

“ผมมาประกวด AF หลังจากที่ผมเรียนจบที่อเมริกาช่วงนั้นก็อายุ 22 และเรามาจากการไปใช้ชีวิตเรียนอยู่ต่างประเทศกว่า 8 ปีที่นั้นก็จะเจอสังคมที่เปิดกว้าง แต่พอตัดสินใจมาประกวดสิ่งแรกที่ผมโดนว่าเป็นคนรวยแล้วมาประกวดทำไมอันนี้ผมก็งงๆ หรือว่าคุณมาประกวดคุณใช้เงินซื้อทุกอย่างเราก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนรวยทุกคนที่เป็นนะ คือตอนที่ผมเรียนอยู่ที่อเมริกาผมจะเจอสังคมที่เขาให้เคารพในความแตกต่างและอีกอย่างต้องไม่เหมารวมทั้งสิ้น พอเรามาประกวดและโดนอย่างนี้ตลอดเวลามันก็ค่อนข้างตกใจเหมือนกัน จริงๆ ตอนนั้นผมอยากเป็นนักร้องที่แกรมมี่และผมลองทำเทปที่แกรมมี่แล้วไม่ผ่านเราก็รู้สึกว่าถ้ามันมีโอกาสอื่นๆ เราก็ต้องวิ่งหามันก็เลยไปประกวด AF และก็เจอคำครหาสารพัดมาตลอดครับ”

ถามว่าอยู่อย่างไรกับความกดดันคำครหาที่โดนโจมตีอย่างหนักหน่วง นัทบอกว่า แค่เราสู้ไม่ยอมแพ้คำพูดทั้งหลายก็ทำอะไรเราไม่ได้

“ตอนที่อยู่ในช่วงแข่งขันผมไม่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกระแสมีอะไรเพราะเราอยู่ในบ้าน แต่พอออกมาแล้วคือตกใจเป๋ๆ ไปเหมือนกันแต่เราก็ยังโชคดียังมีกลุ่มคนที่รักและเชียร์เราอยู่เราก็เลยต้องมองและพยายามมองในมุมบวก เราต้องรู้ว่าเป้าหมายเราคืออะไร และเราจะต้องรู้ว่าคนที่เขาไม่ได้หวังดีกับเรา เราจะให้คนที่ไม่หวังดีกับเรามากำหนดชีวิตเราหรือเราจะพยายามทำให้มันถึงที่สุด ผมว่าคนเรามันเลือกได้ว่ามันมีทั้งพลังลบพลังบวกเข้ามาในชีวิตเราเลือกได้ว่าเราจะจมปรักกับพลังลบที่คนอื่นยื่นมาใส่เรา หรือเราจะพยามยึดเอาพลังบวกเป็นตัวที่ถีบเราไปข้างหน้าต่อไป ถ้าเรายึดเอาพลังลบเราก็จะได้แค่นั้นแหละและก็จะเป็นไปตามในสิ่งที่คนเขาด่า” นัทเล่าก่อนจะเผยต่อไปอีกว่า

“แต่ในช่วงเวลานั้นที่ผมโดนว่าเยอะๆ ผมมีความเชื่ออยู่อย่างว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันต้องมีเหตุผลของมันและผมก็เชื่อว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นเพื่อทำให้เราเข้มแข็งยังไงเราต้องผ่านเรื่องนี้ไปแล้วเราจะเข้มแข็งขึ้นมากๆ จนแปดปีผ่านไปวันนี้ผมรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นเพื่อให้ผมเป็นตัวแทนคนๆ หนึ่งโดนเรื่องร้ายมาเยอะๆ ในการประกวดบนเส้นทางนี้แล้วยังรอดมาได้ แปดปีที่ผ่านมาเพื่อมาบอกทุกคนว่าโดนเรื่องหนักแค่ไหนก็ไม่ตายถ้าเราไม่ยอมแพ้จริงๆ ผมเป็นข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งเลยนะถ้าคุณย้อนกับไปแปดปีที่แล้วกับตอนนี้ก็รอดมาได้นี่หว่า มันก็แปลว่าถ้าผมยังรอดมาได้เรื่องคนอื่นๆ ในชีวิตที่เจอมามันก็รอดมาได้เหมือนกันเพียงแค่เราสู้ไม่ยอมแพ้มันทำอะไรเราไม่ได้หรอกพวกคำพูดทั้งหลาย”

แม้ว่าจิตใจลึกๆ จะพยายามต่อสู้และพิสูจน์คำดูถูกแค่ไหน นัทเผยว่า คำบางคำก็บั่นทอนและยังจำฝังใจไม่เคยลืม

“จำได้คำที่ว่าแม่ซื้อทุกอย่างแม่ทุ่มหมดได้ตำแหน่งมาภูมิใจหรอ แต่คือเรารู้อยู่ว่าครอบครัวเราไม่ได้จ่ายเยอะอะไรขนาดนั้นเราไม่โง่จ่ายเยอะขนาดนั้นหรอก เงินที่จะเอามาโหวตเอาไปสร้างบ้านใหม่ดีกว่า คือคนก็สบประมาทไว้เยอะแหละครับว่าเราซื้อมาบ้างหรือว่าเราไม่มีใครเชียร์เลยนอกจากครอบครัวเราเองคือบางคนจะคิดอย่างนี้จริงๆ แต่ทุกวันนี้ก็เห็นแล้วล่ะว่าเราก็มีแฟนคลับแฟนเพลง และก็มีที่บอกว่าเสียงไม่ได้เรื่องร้องสู้คนอื่นในรุ่นไม่ได้แบบนี้ไปได้ไม่ไกลหรอก แต่ว่าก็อยู่มาแปดปีแล้วนะ สุดท้ายก็มีเพลงเป็นที่รู้จักหลายเพลงคือผมรู้สึกว่าผมไม่ชอบในสิ่งที่คนเขาดูถูกไว้ผมจะต้องเป็นอะไรที่เกินกว่านั้นให้คนเขาเห็นเราจะรู้สึกว่าเราจะไม่ยอมแพ้จนกว่าเราจะไปถึงจุดที่มันเกินสิ่งที่เขาพูดไว้”

ชีวิตไม่ง่ายเพราะระหว่างทางที่ต่อสู้กับคำดูถูก นัทเล่าว่า ตัวเองนั้นก็ต้องต่อสู้กับความท้อแท้ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

“ความท้อแท้มันมีอยู่แล้วครับมันก็เหมือนการวิ่งมาราธอนการวิ่งมันจะมีจุดให้น้ำเพื่อเติมพลัง วิ่งในความฝันก็เช่นกันมันเหมือนเราต้องเติมอะไรที่เป็นพลังบวกเติมมุมมองดีๆ หาแรงบันดาลใจดีๆ ซึ่งอาจจะดูตัวอย่างคนนั้นคนนี้ แต่ผมมาถึงตอนนี้ก็ภูมิใจนะ ผมจำได้เลยว่ามันมีกระทู้พันทิปหรือแม้แต่คอมเม้นท์ในยูทูปที่พอฟังเพลงเราหลังๆ แล้วเขาบอกว่าตอนนั้นเขาไม่เชียร์แต่ตอนนี้เขายอมรับแล้วคำเหล่านี้มันทำให้เราไม่ใช่แค่ภูมิใจในตัวเอง แต่เรารู้สึกดีที่เราทำให้คนที่เขาเชียร์เราได้รู้สึกว่าเขาเชียร์คนถูกแล้ว มันก็เป็นความภูมิใจที่เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นจริงๆ ว่าเราไม่ได้มาเล่นๆ เรามาอย่างตั้งใจนี่คือสิ่งที่เรารักและอยากทำในอาชีพนักร้องผมรู้สึกว่าผมประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งผมมองว่าการจะอยู่ตรงนี้ได้เราต้องไม่หยุดเราต้องเพิ่มความสามารถตัวเองเรื่อยๆ ครับ”

ปิดท้ายกันที่แนวคิดการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักร้องของตนเองนั้น นัทบอกว่า เป็นคนที่เลือกใช้ชีวิตและคิดว่าตัวเองนั้นเหมือนหุ้นที่ให้กำไรผู้อื่น

“ผมเชื่อว่าการที่เรามาทำอาชีพตรงนี้เราเกิดขึ้นได้เพราะว่าจากซัพพอร์ตของคนหลายๆ คน คนที่เป็นนักร้องคนที่เป็นอาชีพสาธารณะก็มีแฟนๆ ของเรานั้นแหละมาลงทุนกับเรา อย่างผมก็คือชัดเจนมากเพราะเขาโหวตให้เราลงทุนด้วยแรงทรัพย์ด้วยความรักเรา ก็เหมือนเป็นหุ้นที่เขามาลงทุนแล้วเวลาคนเล่นหุ้นเขาต้องการอะไร เขาต้องการเห็นว่ามันได้กำไรเพราะฉะนั้นถ้าเราจะรักษาเขาไว้ได้เราก็จะต้องเป็นหุ้นที่กราฟมันขึ้น มันก็คือเราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราต้องหาโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง เราต้องเก่งขึ้นเราต้องดีกว่าเดิมมันถึงจะเป็นหุ้นที่น่าลงทุน แต่ถ้าเมื่อเราที่เราเป็นหุ้นที่ตกคนที่มาลงทุนกับเราเขาจะรู้สึกแย่และบางคนเขาก็จะหายไป จริงๆ ถ้าเราทำตัวเป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่ได้กำไรยังไงเราก็มีทางไปต่อเรื่อยๆ เราจะมีคนอยากซัพพอร์ตเราอยากลงทุนกับเราเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในชีวิตเราต้องทำตัวเป็นหุ้นที่ให้กำไรกับคนที่เขามาลงทุนกับเราครับ”

ตลอดการสัมภาษณ์ “ณัฐ ศักดาทร” นักร้องคนนี้เขาทำให้เราเชื่อว่าการมองโลกในแง่บวกบางครั้งไม่ใช่โลกสวยแบบที่ใครๆ ต่างพูดกัน แต่การเป็นคนคิดบวกนั้นนำมาซึ่งพลังด้านดีที่ส่งผลทางด้านจิตใจให้มีพลังสู้กับอุปสรรคต่างๆ เพียงแค่ต้องใช้เวลาอดทนเพื่อพิสูจน์ตัวเองหากคุณไม่ยอมแพ้ตั้งแต่กลางทางวันหนึ่งคำว่าประสบความสำเร็จก็จะรออยู่ที่เส้นชัยนั่นเอง

รอบปฐมทัศน์ เจ้าเวหา ซุป’ตาร์ สง่างามบนพรมแดง

รอบปฐมทัศน์ เจ้าเวหา, ซุปตาร์ ,พรมแดง

เวอร์วังอลังการจริงๆ สำหรับงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ทีวีซีรีย์ “เจ้าเวหา” ตอนฝั่งน้ำจรดฝั่งฟ้า ที่จัดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ สยามพารากอน พร้อมขนทัพนักแสดง ไม่ว่าจะเป็น นัท มีเรีย, อั้ม อธิชาติ, นุ่น วรนุช, แพนเค้ก เขมนิจ, ติ๊ก เจษฎาภรณ์, จีจ้า ญาณิน และอีกมากมาย มาร่วมเดินพรมแดง ภายใต้ธีม Militancy Chic พร้อมชมความยิ่งใหญ่ของกองทัพนักรบหน่วยซีล จากกองบัญชาการที่แต่งตัวมาอย่างเต็มยศในชุดทหาร ตลอดจนโชว์แสดงสดจากวงดุริยางค์ทหารบก

ซึ่งงานนี้ทีมข่าว Sanook! News ก็ไม่พลาด ที่จะเก็บภาพความยิ่งใหญ่และความประทับใจภายในงานมาฝากแฟนกันอีกเช่นเคย และต้องขอย้ำเลยว่างานนี้ผู้จัดสาวคนเก่ง นัท มีเรีย เขาจัดได้อลังการสมการรอคอยจริงๆ!!!

ปราบผู้มีอิทธิพล ต้องทำอย่างจริงจังและเท่าเทียม..

   ปราบผู้มีอิทธิพล,ข่าวการเมือง

   เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับนโยบาย ปราบผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ หลังจากถึงกำหนดวันดีเดย์ไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่ากันว่างานนี้มีรายชื่อของผู้มีอิทธิพลมากถึง 6,000 – 7,000 คนทีเดียว โดยมีการวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ในส่วน บุคคลที่เป็น “มาเฟีย” มีหมายจับก็ดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย ส่วนที่เป็นแค่ผู้กว้างขวาง ยังไม่มีคดีติดตัว ให้เรียกมา “ปรับทัศนคติ” ทั้งหมด

สำหรับผู้มีอิทธิพลจำนวน 6-7 พันรายนั้น มีทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ทหาร และตำรวจ โดยแบ่งเป็น 16 ฐานความผิด

งานนี้นี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เชื่อว่าภายใน 2 เดือนนี้ หลังการปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปราม จะมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลลดลง 60-70 เปอร์เซ็นต์ มั่นใจว่าสังคมจะดีขึ้น พี่น้องประชาชนจะถูกข่มขู่รังแกน้อยลง ใช้ชีวิตแบบปกติสุข

โดย ผบ.ตร.เองได้ยืนยันว่า ในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล จะไม่มีการยกเว้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หรือตำรวจ จะต้องดำเนินการตามแนวทางทั้งสิ้น

ก็ต้องรอดูผลงานกันว่า จะเป็นไปตามที่มีการวางเป้าหมายกันหรือไม่ งานนี้รับรองหากเดินหน้าจริงจัง ประชาชนสนับสนุน เชียร์เต็มที่อยู่แล้ว

แต่สิ่งที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ ในการดำเนินการปราบปราม ก็ต้องว่ากันไปตามฐานความผิด และภายใต้กรอบกฎหมาย ใครมีคดี มีความผิดก็จับกุมดำเนินคดีกันไป อย่าเกินเลยไปในลักษณะ การใช้ความรุนแรงตัดตอน เหมือนอย่างในอดีต ที่มีการส่งสัญญาณจากผู้นำในการปราบปรามยาเสพติด จนนำไปสู่การฆ่าตัดตอน มากถึง 2,500 ศพมาแล้ว

และที่สำคัญคือ ในการปราบปรามก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจังไม่ไว้หน้า หรือจงใจละเว้นใครที่เป็นพรรคพวก คนรู้จัก อะไรทั้งสิ้น ทำให้ทุกอย่างเดินไปในแนวทางที่ต้องการปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริง เพื่อให้สังคมดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช้นโยบายนี้มีจัดการกับกลุ่มตรงข้ามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

และหากนโยบายนี้เดินหน้าสำเร็จจริง รับรองได้ว่า นี้จะเป็นผลงานที่ประชาชนชื่นชม ไปนานเท่านาน….ต้องติดตามกันต่อไปครับ …

โบว์ แวนดา ไขข้อสงสัยเท้าปริศนา เชื่อ ปอ ทฤษฎี ยังอยู่ข้างๆ

โบว์ แวนดา ไขข้อสงสัยเท้าปริศนา เชื่อ ปอ ทฤษฎี ยังอยู่ข้างๆ

เกิดเป็นกระแสฮือฮาขึ้นมาทันที เมื่อภาพถ่ายแบบจากนิตยสารสุดสัปดาห์ ที่ได้คุณแม่คนสวย “โบว์ แวนดา สหวงษ์” ควงคู่สาวน้อยจอมแก่น “น้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์” เผยแพร่ออกให้แฟนๆ ได้ชื่นชม แต่กลับมีคนตั้งข้อสังเกตถึงรูปภาพรูปหนึ่ง ที่ดูยังไงเท้าก็ไม่เหมือนของแม่โบว์ แต่ดูคล้ำ และใหญ่ผิดปกติ

ล่าสุด พอมีโอกาสได้เจอ โบว์ แวนดา เจ้าตัวเลยได้ออกมาเผยให้ฟังว่า แล้วแต่คนจะมองเพราะคิดได้หลายแบบ อาจจะเป็นที่มุมเงาแสงมากระทบก็ได้ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าสามี “ปอ ทฤษฎี” ยังไม่ไปไหน คอยอยู่ข้างๆ ตลอด พร้อมเผยถึงวินาทีที่น้องมะลิเรียกพ่อจ๋า ขณะไปถ่ายแบบที่ทะเล

“เห็นตัวเองในนิตยสาร ก็รู้สึกว่านานมากแล้วที่ไม่ได้สวยแบบนี้ (เขิน) เห็นตัวเองก็ใช้ได้นะ ส่วนภาพรอยเท้าปริศนาโบว์เพิ่งได้เห็นตอนเย็นนี่เอง ก็หลากหลายแนวความคิด อาจจะเป็นทั้งเงา แสง แต่พอดูแล้วก็เหมือนเท้าผู้ชาย คือถ้าไม่ใช่ในแนววิทยาศาสตร์ แต่เป็นแนวอื่น เราดีใจนะ(ยิ้ม) เหมือนเขาอยู่กับเราด้วย โดยส่วนตัวแล้วโบว์จะรู้สึกด้วยตัวเอง ว่าเขายังอยู่หรือไม่อยู่ แต่ด้วยภาพมันก็ตีได้หลายอย่าง แสงกระทบบ้าง มุมกล้องบ้าง”

“ในวันที่ถ่ายวันนั้นพาน้องไปเดินเล่น คือพอดีเดี๋ยวจะมีปาร์ตี้ เราก็พาน้องไปเดินเล่นตรงริมชายหาดที่ไม่มีคน แล้วอยู่ๆ น้องก็ชี้ไปที่ทะเล แล้วบอกว่า พ่อจ๋า และยกมือสวัสดี เราก็ถามว่าพ่อจ๋าอยู่ไหน เขาก็ชี้ไปที่เดิม เราบอกงั้นเดินไปหาพ่อจ๋า เขาก็เดินลงชายหาดไป โบว์เลยบอกไปว่าไม่ต้องแล้วให้บอกพ่อจ๋าไปกินข้าวกัน มะลิก็หันมาบอก ข้าวๆ แล้วเดินขึ้นมา เราก็มีความรู้สึกว่าเหมือนเขาก็มาด้วย ตอนนั้นเราก็รู้สึกนะคะ แต่ถ้าวันไหนเขาไม่อยู่เราก็รู้สึกว่าไม่อยู่ อย่างก่อนหน้าที่จะไปถ่ายแบบที่เกาะกูด น้องในหมู่บ้านที่สนิทกับพี่ปอ เขาก็ฝันก่อนหน้าที่เราจะไปสามวันว่า ช่วยไปบอกพี่โบว์ให้หน่อยว่าให้เก็บเสื้อผ้าและยากันยุงน้อง เขาจะไปทะเลด้วย แต่น้องที่ฝันเขาไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปถ่ายแบบที่นี่ ก็เลยประจวบเหมาะพอดี คือเขาอาจจะไปด้วยก็ได้”

“เวลาโบว์จะไปไหน โบว์ก็จะบอกเขาทุกวันค่ะ ทุกวันที่ออกจากบ้าน หรือวันไหนที่ไม่ได้ไปทำงานแต่พาน้องไปเที่ยว ก็จะบอกเขาตลอดว่า ให้เขาไปด้วยนะ ถ้าพี่ปอยังอยู่ก็ขอให้ไปด้วยนะ เขาก็คงจะห่วงเพราะส่วนใหญ่เวลาไปไหนมาไหน เราก็จะไปด้วยกันทั้งสามคน อยู่บ้านก็จะอยู่กันสามคน ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แนวนี้ โบว์มองเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกวันนี้โบว์จะพยายามไม่ร้องไห้ ไม่รู้สึกทุกข์ใจ เพราะถ้าเขายังอยู่จะได้เห็นเรามีความสุขนะ เขาจะได้ไปดี จะได้ไม่กังวล”

“ส่วนเรื่องงานร้อยวันนั้น คุณปู่คุณย่าเตรียมตัวแล้ว ด้านสถานที่เรากำลังคุยกันอยู่ เตรียมกันอยู่ ส่วนกำหนดวันท่านก็กำหนดเรียบร้อยแล้ว แต่ไว้เดี๋ยวบอกอีกทีนึงค่ะ แต่เดี๋ยวจะทำบุญ 50 วันก่อนที่กรุงเทพฯ ส่วนครบร้อยวันจะไปทำที่บุรีรัมย์”

“หลังจากนี้งานของมะลิก็ยังมีเรื่อยๆ นะคะ คุณอาเขาก็ช่วยๆ ดูให้อยู่ เราก็ไม่ได้ถามทุกวันว่าเป็นยังไง แต่คุณอาจะบอกว่างานนี้โอเคไหม เหนื่อยไหม พักก่อนไหม เราคุยกันก่อน อย่างวันนี้มีป้ายไฟน้องมะลิด้วย น่ารักมากเลย พี่คนนี้เขาไปตั้งแต่ที่โรงพยาบาลแล้ว ก็จะเห็นแฟนคลับของน้องๆ ตั้งแต่ที่ โรงพยาบาลที่มาให้กำลังใจพี่ปอตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงทุกวันนี้ เรายังเห็นกันอยู่ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ขอบคุณจริงๆ ที่ยังรักกันเหนียวแน่นมาก(ยิ้ม)”