ผมไม่วิ่งตามกระแส โป๊ป- ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ

ahr0cdovl3azlmlzyw5vb2suy29tl21llzavdwqvmy8xnta3ny81njcuanbn

ahr0cdovl3aylnmxc2yuy29tl21llzavdwqvmy8xnta3ny8zmdmwyjyxztq1zda5otllnjqxmtbln2q5mzm3yzc2yy5qcgc

เขาได้ชื่อว่าเป็นพระเอกมากฝีมือคนหนึ่งของวงการบันเทิงที่ไม่ค่อยปรากฏตัวบนสื่อสิ่งพิมพ์บ่อยนัก จึงเป็นโอกาสอันดีที่โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มาปรากฏตัวบนปกให้ซีเคร็ต เนื่องในโอกาสฉบับก้าวขึ้นสู่ปีที่ 9 หลังจากที่เคยขึ้นปกไปเมื่อปีพ.ศ.2554 พร้อมกับเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานจิตอาสาเพื่อสังคมครั้งนี้เขามาคุยเรื่องธรรมะที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์มากเท่านี้มาก่อน

อยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กเลยหรือคะ
ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงเลยครับ ไม่มีอยู่ในหัวเลยดีกว่า ตอนเด็ก ๆ ครูชอบให้ไปเต้นไปรำเวลามีงานโรงเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อนผมเรียนด้านภาพยนตร์กันเยอะ ก็ชอบเอาผมไปแสดงในหนังของพวกเขา จึงเริ่มชอบมาเรื่อย ๆ เพราะเดี๋ยวอาจารย์ก็ให้ไปเดินแบบ รุ่นพี่ก็ชวนไปแคสต์งานตลอดเวลา

เท่าที่ทราบมา เส้นทางในวงการของคุณโป๊ปขรุขระพอสมควรใช่ไหมคะ
ขรุขระมากครับ ผมมักบอกคนใกล้ชิดเสมอว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ไม่มีความสำเร็จอะไรที่เราไม่เสียอะไรเลย ถ้าจะทำงานตรงนี้ต้องเสียสละตัวเองหลายอย่าง ต้องอดทน ก่อนจะมาเป็นพระเอกก็ต้องเป็นตัวรอง ต้องไปแคสต์งานมากมายตอนที่ไปประกวดเป็นจะเด็ด ผมเริ่มทำงานประจำมาแล้ว 5 เดือน เมื่อได้รับเลือกให้เล่นก็ลาออก แต่กลายเป็นว่า ไม่ได้ถ่ายสักทีได้เป็นพระเอกแล้ว แต่ยังไม่ได้เล่นสักที ตกลงจะให้เล่นหรือไม่เล่น เวลานั้นคิดเหมือนกันว่า หรือนี่ไม่ใช่ทางของเรา กลับไปทำงานที่เรียนมา กราฟิกดีไซน์ดีกว่าไหม ถามว่าท้อไหมก็ต้องบอกว่าท้อ อยากกลับไปทำงานออฟฟิศธรรมดาตอนนั้นตั้งใจว่า ถ้าเล่นผู้ชนะสิบทิศจบ จะบวช แต่พอโครงการยุบไปไม่ได้เล่นก็งงอยู่พักหนึ่ง พอตัดสินใจจะบวชปุ๊บก็มีงานเข้ามา เลยยังไม่ได้บวช

แต่ในที่สุดก็ได้บวชใช่ไหมคะ แล้วได้เรียนรู้อะไรจากการบวชครั้งนั้นบ้างคะ
ผมบวชหลังจากถ่ายภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ October Sonata จบ บวชเป็นเวลา 3 เดือนจริงๆ ผมสนใจธรรมะมาตั้งแต่ก่อนบวชทำให้เวลาบวชไม่ต้องปรับใจมากเท่าไร สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบวชคือเรื่องกิจของสงฆ์วิถีของพระเป็นอย่างไร ได้เห็นทั้งพระป่า พระบ้าน ได้รู้จักวิถีความเป็นอยู่ที่ต่างจากตอนเป็นฆราวาส และการได้อยู่ในโลกของความเป็นพระทำให้ผมสงบมากกว่าเดิม

สนใจธรรมะมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
ตอนเด็ก ๆ แม่เข้าวัดทำบุญ ผมก็ตามท่านไปเหมือนชาวพุทธทั่ว ๆ ไป ให้ไปช่วยขนของก็ไป แม่ไปปฏิบัติธรรมก็ชวนผมไปด้วยบอกให้ลองไปปฏิบัติ แต่ตอนแรก ๆ ผมยังไม่ยอมไป ให้พี่สาวไปก่อน ต่อมาเมื่อคุณแม่ชวนบ่อย ๆ เข้า จึงลองไปปฏิบัติดูบ้างเพราะไม่อยากทำให้แม่เสียใจ ถ้าถามว่าเริ่มศึกษาธรรมะจริงจังเมื่อไหร่ ก็ตั้งแต่อายุ 18 ปี ต้องบอกว่าผมโชคดีมากที่ได้เกิดมานับถือศาสนาพุทธ เคยฟังพระท่านเทศน์ว่าการเกิดเป็นคนนั้นยาก เปรียบกับเต่าตาบอดในมหาสมุทร ทุกหนึ่งร้อยปีจึงจะมีโอกาสโผล่ขึ้นมาสักครั้ง แล้วต้องโผล่ขึ้นมาเอาหัวคล้องห่วงเล็ก ๆ ให้ได้อีก นี่คือความยากของการเกิดเป็นคน และการได้เกิดกับคุณแม่คนนี้ซึ่งเป็นคนที่สนใจธรรมะ มีคุณธรรม เคี่ยวเข็ญให้เราเป็นคนดี ชักนำให้เราได้มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้พบพระพุทธศาสนาก็นับว่าเป็นบุญของผมมากๆ แล้วละ

 

 

 เมื่อมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมได้อะไรบ้างคะ
ได้วิธีคิดครับ เมื่อก่อนผมคิดว่าธรรมะคือการทำบุญ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่พอไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว ได้เข้าใจเรื่องของจิตที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพิ่งได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีสติอย่างไร ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจหรอกว่าการมีสติอยู่ทุกเมื่อคืออะไรพอมาปฏิบัติธรรมแล้วจึงรู้ว่าจิตใจของเราวิ่งออกไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดเวลามันไม่ได้อยู่ในสภาพคงที่ แต่ถ้าเราฝึกสติรู้ตัวแล้วดูมันบ่อย ๆ ดูด้วยความมีสติก็จะช่วยให้เข้าใจธรรมะอย่างถ่องแท้ แต่ตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด มันต้องใช้เวลา ต้องใช้บุญ ต้องใช้ความเพียรหลายอย่าง ทุกวันนี้ก็ได้ทำบ้าง ลืมบ้าง แต่ก็ช่วยให้เวลาที่เรามีเรื่องหนัก ๆ ไม่ว่าเป็นความทุกข์หรือสุข เราจะปล่อยวางได้ง่าย ตอนที่เล่นดอกส้มสีทองคนดูพูดถึงนัทกันมาก หลังจากละครอวสานแล้วผมไปงานงานหนึ่ง ปรากฏว่ากล้อง ไมค์ มาเต็มมากเยอะที่สุดในชีวิต มันก็ตกใจปนดีใจรู้สึกว่าเราเจ๋งว่ะ แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นก็คิดได้ขึ้นมาทันทีว่า เออนี่เรากำลังมีความสุขนะ แล้วไอ้ความสุขนี้มันก็อยู่กับเราไม่ได้นานนะ ถ้าวันหนึ่งไม่มีกล้องมาจับเราอย่างนี้ เราจะมีความสุขไหม และสิ่งที่เราบอกตัวเองต่อไปคือจำไว้ อย่าหลงกับสิ่งเหล่านี้

ทุกวันนี้นั่งสมาธิทุกวันไหมคะ
นั่งบ้าง แต่ไม่ได้นั่งทุกวันครับ เพราะบางทีเหนื่อยมาก ๆ แล้วมานั่งมันจะหลับส่วนใหญ่ผมเน้นการดูจิตในชีวิตประจำวันมากกว่า แค่ดูให้รู้ว่าจิตมันเปลี่ยนไปเรื่อยแล้วก็ปล่อยวางเสีย ผมเคยนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเจ็บขา บางวันก็ทนนั่งต่อไปได้ บางวันก็ไม่ได้ ผมเคยถามพระอาจารย์ว่าจะทำอย่างไรดี ท่านก็บอกว่าทำต่อไป ไหวก็ไหว ไม่ไหวก็ไม่ไหว นั่นคือจิต บางทีมันก็ได้ บางทีมันก็ไม่ได้ นั่นทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง บางวันก็ดี แต่วันนี้มันกลับไม่ดีถ้าเราไปยึดกับคำว่าดีไม่ดี มันก็จะทุกข์

เมื่อมีความทุกข์ธรรมะช่วยได้อย่างไรคะ
เมื่อมีความทุกข์ จริงๆ มีหลักแค่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้น ทุกข์แสนสาหัสแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันจะผ่านไปได้ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นผมจะดูว่าความรู้สึกเราเป็นอย่างไรโกรธแค่ไหน ทุกข์แค่ไหน ดูมันไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็จะดับไปเอง การดูความทุกข์มันง่ายกว่าการดูความสุข เวลาเราสุข เราดูไม่เห็นหรอก มันยาก มันหลอกเราเนียนมากอย่างเวลาเราฝึกเดินนาน ๆ หรือนั่งนาน ๆ รู้สึกเจ็บ เมื่อย มันคือทุกข์กาย ซึ่งเห็นได้ง่าย แต่พอเป็นความสุขมันทำให้เราหลงไปได้ง่ายกว่าบางทีก็ตามไม่ทันแต่ถ้ามีสติก็จะพอเห็นบ้าง

คิดอย่างไรที่มีคนบอกว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพบาป
ผมเคยถามพระอาจารย์ว่า ผมควรทำอย่างไร อาชีพนักแสดงเป็นอาชีพบาปหรือเปล่า เพราะบางคนที่มุ่งหน้าเข้าสู่ทาง
ธรรมจริง ๆ เขาจะไม่ทำ ท่านก็ไม่ฟันธง พูดกลางๆ ท่านบอกว่าทำได้ แต่พยายามทำให้มันดี ๆ คิดว่ามันคืออาชีพของเราต้องทำด้วยความสุจริต ให้จิตคิดไปในทางที่ดี แล้วก็ปฏิบัติธรรมไปเรื่อย ๆ และพยายามเลือกงานที่ดี ไม่ส่อไปในทางที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม ใช้อาชีพนักแสดงของเราเป็นสื่อกลางแก่คนที่ชอบเรา ชวนเขาไปทำบุญด้วยกัน หรือเวลาที่มีงานกุศล ผมก็ช่วยบอกต่อกันไป เราทำตรงนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดประโยชน์ต่อศาสนา ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีตอนนี้ก็ยังจะทำอาชีพนี้ต่อไป แต่วันข้างหน้าถ้าผมไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว อาจทำสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่นสอนศิลปะ สอนฟุตบอลให้เด็ก ๆ มันก็ยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน ผมไม่ค่อยคิดถึงเรื่องของวันข้างหน้า อยากทำปัจจุบันให้ดีที่สุดมากกว่า จริงๆแล้วอาชีพไหนก็ตาม ถ้าจิตเราคิดไปในทางที่ดี มันก็เป็นบุญได้ทั้งนั้น

ในไอจีคุณโป๊ปมักชวนแฟนคลับไปทำบุญบ่อย ๆ กลัวว่าจะถูกมองว่าสร้างภาพไหมคะ
ไม่กลัวเลยครับ แม้แต่จิตเรายังบังคับมันไม่ได้เลย มันวิ่งออกไปข้างนอกตลอด เช่นทำงานอยู่ เบื่อ อยากกลับบ้าน จิตสั่งให้เราแสดงกิริยาแบบเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ออกมา แล้วตอนที่เบื่ออยู่เราจะไปบังคับให้มันมีความสุขก็ทำไม่ได้ แล้วจะไปห้ามคนอื่นไม่ให้เขาคิดกับเราอย่างนั้นอย่างนี้ได้อย่างไร เรารู้อยู่แก่ใจก็พอว่าสิ่งที่เราทำคือความบริสุทธิ์ใจ เวลาผมทำบุญหรือชวนแฟนคลับทำบุญ ผมคิดดีแล้ว ผมก็ทำ ผมมีความสุขกับการทำบุญ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ตอนแรกผมก็ไม่อยากพูดเรื่องธรรมะสักเท่าไหร่ เพราะเราก็มีมุมไม่ดี ยังมีผิดมีถูก ถ้าพูดเรื่องนี้ก็ต้องมีคนคิดว่าสร้างภาพแต่พอคิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าการพูดเรื่องธรรมะเป็นประโยชน์แก่คนที่เขาอาจยังหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ ทำให้เขามีแรงกลับมาสู้ชีวิตหรือหันมาศึกษาธรรมะแม้เพียงแค่คนเดียวก็นับเป็นบุญมหาศาลแล้วส่วนใครจะว่าเราสร้างภาพก็ไม่เป็นไร ให้เขาว่าไป

เพราะมีวิธีคิดแบบนี้ใช่ไหม ทำให้หลายคนมองว่าโป๊ปไม่ค่อยทำอะไรตามกระแส
ใช่ครับ ผมไม่ได้ทำงานตามใจทุกคน ถามว่าการที่เราไม่ทำงานตามกระแส ไม่กลัวเสียความนิยมหรือ ผมคิดว่าวันหนึ่งเราก็ต้องไม่มีคนนิยมอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่จีรังแต่ผมอยากมีความทรงจำที่ว่า หากช่วงเวลาของผมได้ผ่านไปแล้ว และมองย้อนกลับมาผมจะนึกถึงมันด้วยความรู้สึกที่ว่า เราไม่ได้ทำงานตามกระแสโลก ไม่ได้กอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างให้มาอยู่กับเราแต่เวลาทำงาน เราทำอย่างบริสุทธิ์ใจ ตรงนี้มันจะเป็นพลังบุญให้ผมคิดถึงแล้วมีความสุขก่อนตาย ฉะนั้นเวลาผมทำงานผมมีจุดยืนชัดเจน และบอกตัวเองเสมอว่าต้องเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในธรรมะ ถ้าสิ่งที่เราทำวันนี้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะไม่ทำ แต่การที่เราเป็นคนแบบนี้ สังคมจะว่าเราไม่ดีไม่เป็นไร คนที่มาเจอเรา สัมผัสเรา เดี๋ยวเขาก็รู้เองว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น

ความสำเร็จในความคิดของคุณโป๊ปคืออะไร
สำหรับบางคนอาจมองว่าความสำเร็จคือการได้เป็นพระเอก ได้รางวัลซูเปอร์สตาร์หรือมีคนนิยมชมชอบมากมาย มันอยู่ที่ใครพอใจแค่ไหน แต่สำหรับผมคิดว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจธรรมะจริง ๆ นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ถ้าผมยังไม่เข้าใจธรรมะอย่างถ่องแท้ ผมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่จริง ๆ แล้วชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะครับ ขอให้เราทำดีแล้วมีความสุขกับตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว

หล่อขาวตี๋ขยี้ใจ 5 คุณหมอหน้าตาดีจนต้องบอกต่อ

หล่อขาวตี๋ขยี้ใจ 5 คุณหมอหน้าตาดีจนต้องบอกต่อ

หล่อขาวตี๋ขยี้ใจ 5 คุณหมอหน้าตาดีจนต้องบอกต่อ

เรื่องความสวยความงามในปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและไม่มีทีท่าจะตกซะด้วย และหนึ่งในเคล็ดลับของความสวยหล่อนั้นก็คงจะไม่พ้นไปจากการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ด้วยการเข้าไปพบปรึกษาแพทย์ของสถาบันเวชกรรมต่างๆ จึงทำให้พบกับเหล่า “คุณหมอ” ของแต่ละสถาบันที่ดูดีเปล่งประกายไม่แพ้คนดัง งานนี้เรามาลองมาเจาะดูกันว่าคุณหมอแต่ละที่หน้าตาเป็นอย่างไรหล่อแซ่บจนต้องแอบฟินในใจหรือไม่ไปดูกันเลยดีกว่า

นพ.กนกศักดิ์ จงใจภักดิ์ ( หมอเอิร์ท )
คุณหมอเอิร์ท หนุ่มหน้าใส ใจดี จบจากการศึกษาจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ด้านการปรับรูปหน้า ร้อยไหม และ โบท็อกซ์ที่ Privilege Clinic คุณหมอมักจะชอบแนะนำเคล็ดลับและให้คำแนะนำดีๆ ในเรื่องการดูแลตัวเองเพื่อให้ผิวพรรณสดใส ส่วนไลฟ์สไตล์เวลาว่างชอบดูหนังและถ่ายรูปเป็นที่สุด

นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค)
คุณหมอโอ๊ค คุณพ่อลูกแฝดเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัวด้วยการเป็นศิลปินค่ายแกรมมี่ จึงส่งผลให้คุณหมอโอ๊คเริ่มเป็นที่รู้จัก ด้านการศึกษา หมอโอ๊ค สมิทธิ์ จบการศึกษาปริญญาตรี แพทยศาสตร์บัณฑิต ( เกียรตินิยมอันดับ 1 )จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท ทางวิทยา (ผิวหนัง) ศูนย์ผิวหนัง มศว. ประสานมิตร ปัจจุบันเป็นแพทย์ที่เชียวชายด้านผิวหน้าที่ Siam Dermatik’s Clinic


นพ. อภิรุจ ทองวัฒน์ (หมอเติ้ล)
คุณหมอเติ้ล แพทย์หนุ่มไฮโซผู้ที่มีหน้าตาสดใสอ่อนกว่าวัยและเป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดังอย่าง The Klinique ที่ให้บริการรักษาผิวพรรณและดูแลความงามให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จนทำให้คนไข้หลายคนไว้ใจและเข้าไปใช้บริการอย่างต่อเนื่อง คุณหมอเติ้ลเชี่ยวชาญด้านการร้อยไหม ยกกระชับผิว และด้านเลเซอร์ โดยมีใบปริญญารับรองจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกมากมาย

นพ.ทรงพล มั่นวงศ์วิโรจน์ (หมอทอมมี่)
คุณหมอทอมมี่หนุ่มผู้มีใบหน้าหวานๆ ผสมกับความสุภาพนุ่มนวลตามแบบฉบับหนุ่มชาวเหนือ ทำให้เป็นคุณหมอทอมมี่เป็นอีกหนึ่งคนที่มีคิวทอง ณ รมย์รวินท์คลินิก และไม่ใช่แค่เพียงความหล่อเท่านั้น ดีกรีความเก่งกาจและของคุณหมอก็การันตีมาจากแพทย์ศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว

นพ.ณัฐพล หวังศิริเวช (หมอบาส)
คุณหมอบาส เป็นคุณหมอที่หล่อขาวตี๋หน้าตาดีอีกหนึ่งคนที่ปัจจุบันเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูดไขมันที่ The Klinique และนอกจากเวลางานที่เป็นคุณหมอยังเป็นหนุ่มรักสุขภาพที่ชอบเล่นฟิตเนสเป็นชีวิตจิตใจ จึงไม่แปลกที่เวลาเจอตัวจริงคุณหมอบาสแล้วคนไข้สาวๆ จะฟินในใจกับความหล่อขาวตี๋และกล้ามเป็นมัดๆ ของคุณหมออีกด้วย

HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

HOW TO BE ณเดชน์ คูกิมิยะ

นี่คือพระเอกหนุ่มที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ว่ากันตั้งแต่นามสกุลภาษาญี่ปุ่น ทั้งที่ไม่มีเชื้อญี่ปุ่นแม้แต่น้อย ส่วนชื่อต้นก่อนจะเป็นณเดชน์ เขาเคยเกิดมาในนามของชลทิศ ยอดประทุม แต่ตอนนี้เขายังมีชื่อว่าแบรี่อีกด้วย และแบรี่คนนี้ถือว่าตัวเองเป็นชาวขอนแก่น ในขณะที่พ่อแท้ๆ ของเขาเป็นชาวออสเตรีย ส่วนหญิงสาวที่เขารักและเทิดทูนในฐานะแม่ แท้ที่จริงเป็นพี่สาวของแม่แท้ๆ ของเขาอีกที ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ที่จะทำให้มึนตึ้บได้ เขามีครบหมด ตกลงว่าไอ้ซุปตาร์หนุ่มหน้าตี๋ (แต่ไม่มีเชื้อจีน) คนนี้เป็นใครกัน เราตั้งคำถามนี้ในใจ ขณะมองดูเขาใช้กล้ามแขนงามๆ และนิ้วมือเรียวๆ จกส้มตำปูปลาร้าเข้าปากด้วยความชำนาญ

ทุกครั้งที่มีจังหวะพักกอง เปลี่ยนชุด เติมหน้า เติมตัว ดูรูปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะกี่นาทีก็ตาม พระเอกหนุ่มจะวนกลับมาหามะละกอกลิ่นแรงจานนี้เสมอ แล้วก็กลับไปหน้ากล้องทำหล่อ… ส้มตำ ทำหล่อ ส้มตำ ทำหล่อ สลับกันไปอย่างนี้ จนเสร็จภารกิจ เขาหันมายิ้มกว้าง อวดรอยสักที่เป็นแค่รอยเพ้นต์ “ผมไม่เคยเพ้นต์ตัวมาก่อนเลย ไม่ได้ถ่ายอะไรแบบนี้มาสักพักแล้วด้วย ชอบมากเลยครับ” จากนั้นพระเอกหนุ่มก็ตระเวนขอบคุณทุกคน

คุณสวมบทบาทเป็นพระเอกมาก็หลายเรื่อง ถ้าต้องเกิด ‘เป็น’ คนคนนั้นจริงๆ คุณจะเลือกเป็นตัวละครตัวไหน
โห… แต่ละตัวไม่ดีทั้งนั้นเลย (หัวเราะ)

ไม่เวิร์กเลยสักตัว?
เอาละ ถ้าให้ต้องเลือกจริงๆ ตัวละครที่ผมอยากเป็นมากที่สุด ผมคงเลือก ‘อาทิจ’ ในละครเรื่องธรณีนี่นี้ใครครอง คือเกิดเป็นผู้ชายสามัญชนคนธรรมดา แต่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะช่วยครอบครัว มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำไร่ ทำสวน ทำนา เป็นเรื่องราวของชีวิตเกษตรกร ซึ่งดำเนินตามรอยพระราชดำริของในหลวง ตกหลุมรักกับหลานคุณย่า อะไรงี้ ผมว่าถ้าเกิดใหม่ได้แล้วเรามีชีวิตเรียบง่ายแบบนั้นก็คงมีความสุขดีนะครับ

คราวนี้ขอถามใหม่ ถ้าให้เกิดเป็นตัวละครตัวไหนก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่เคยเล่น
ก็ต้องอยากเป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่สิฮะ ผมอยากเป็น Iron Man อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก เขาเป็นไอดอลของใครหลายคน คือเป็นพระเอกที่ไม่ได้ถึงกับเป็นเพลย์บอย แค่เป็นคนที่สนุกสนาน เฮฮา มีมุกตลก แต่เบื้องหลังมีประวัติที่ค่อนข้างน่าเศร้า
แต่เอาจริงๆ นะ ถามว่าถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเองมันเป็นการหนีปัญหา เราเกิดและมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ มันก็เหมือนเราผ่านสนามรบผ่านชีวิตจริงไปเรื่อยๆ มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ถ้าเลือกเกิดใหม่ เราไม่รู้เลยว่าเกิดมาจะอ่อนแอกว่าเดิมหรือเปล่า ผมแฮปปี้กับตัวเองทุกวันนี้ครับ คำว่าชีวิต ผมว่ามันไม่ง่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเจอทั้งอุปสรรคและปัญหา แต่ก็มีความสุขเต็มที่ได้อยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

คุณเคยบอกว่าถ้าให้ไปอยู่ดาวอังคารปีหนึ่งคุณจะไป ถามจริงว่าจะไปจริงเหรอ
จริงครับ (หนักแน่น) ปีเดียวเอง ไปปีหนึ่งก็กลับ


ไม่เสียดายเหรอ กลับมาอาจไม่มีละครเล่นแล้วนะ
ไม่เสียดายครับ ผมว่าต่อให้ไปถึงแล้วมันน่าเบื่อกว่าที่คิด แต่ถ้าเราเลือกแล้วว่าเราจะไป เฮ้ย ดาวอังคารเลยนะ! ถ้าสมมุติว่ามันมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นที่นู่นล่ะ ชาตินี้คงไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาส หรือถ้ามันดันน่าเบื่อ ใครจะรู้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งของการหาความสงบนะ เหมือนผมไปนั่งสมาธิ ไปอยู่กับตัวเอง 1 ปีเต็มๆ ผมคงได้ลองคิดว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราต้องการอะไรมากมายขนาดนั้นหรือเปล่า

พูดแบบนี้ได้เพราะผ่านการบวชมาแล้วหรือเปล่า
ก็เป็นไปได้นะ เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ไม่ชอบอยู่กับที่ ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบ อาจจะเพราะสมาธิสั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ พอบวชแล้วเราสามารถนิ่งได้มากขึ้น ผมว่าดีนะ

อยู่ไม่นิ่ง คือเลิกงานแล้วยังทำอะไรบ้าง
ชอบทำกิจกรรมทุกอย่างเลยครับ ทุกวันนี้หลังจากที่ทำงานเสร็จ ผมจะไปออกกำลังกาย ไปยิม ไปปีนหน้าผา ไปว่ายน้ำ เสร็จแล้วก็ไปหาอะไรกิน แล้วร้านอาหารเนี่ย ส่วนมากไม่เคยซ้ำเลย ทุกครั้งที่ไปกิน แต่ส่วนมากแค่ในกรุงเทพฯ นะครับ ไม่กระตือรือร้นขนาดออกไปกินต่างจังหวัด

ถ้าวันนั้นคุณเอ-ศุภชัยไม่ไปพบเข้า แล้วชวนมาเข้าวงการ คุณว่าคุณจะทำอะไรอยู่
(คิด) อืม… นั่นสินะ บางทีผมก็อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) ผมจำได้ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 ปิดเทอม ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6 ตอนนั้นมันเป็นวัยที่ผมเรียกว่าวัยกำกวมครับ คือเราไม่แน่สักอย่างว่าจะทำอะไร จะเลือกคณะไหนดี แล้วจะเรียนอะไรดี คิดไม่ออก แต่ผมก็ไม่ตามเพื่อนนะ ผมไปหาหนทางของเราเอง แต่ก็สรุปไม่ได้อยู่ดี ที่สอบไปก็เลือกเอาพวกสถาปัตย์ แต่สุดท้ายเมื่อโอกาสมันมา แล้วเราคว้ามันไว้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัส คือถ้าไม่ได้มาทำตรงนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรอยู่

เคยมีเหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ผ่านไปแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ไหม
ก็มีอยู่นะ… สำหรับปัญหาชีวิต อืม เรื่องราวค่อนข้างเยอะน่ะครับ แต่ผมว่าเราเลือกที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิตครับ คือเราไม่ได้บอกว่าโลกนี้เป็นของเราคนเดียว เราอยู่ร่วมกับคนในสังคม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดต่าง ความเห็นต่าง และการกระทำที่ต่างกัน ผมว่าถ้าเราเข้าใจตรงนี้ การอยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันมันจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย แล้วเราจะเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย คือมองให้เห็นในมิติอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน

เกิดเป็นณเดชน์ ถามจริง ชีวิตไม่ง่ายเหรอ
ไม่ง่ายมาแต่เด็กเลยนะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากย้ำคือโอกาสครับ ถ้าเรามองเห็นโอกาส ทุกอย่างมันเป็นเรื่อง 50:50 อยู่แล้ว เราอาจจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเราให้โอกาสตัวเองเสมอ มันต้องมีเรื่องที่ดีบ้างแน่นอน

เอาอย่างนี้ดีกว่า เรื่องยากในชีวิตณเดชน์ตอนนี้คืออะไรคะ
ตอนนี้ไม่มีครับ
โห อยากพูดประโยคนี้ได้บ้างจัง
(หัวเราะ) ผมว่าจะมองให้ยากก็ยาก จะมองให้ง่ายก็ง่ายนะครับ อาจจะเพราะผมผ่านช่วงยากมาแล้ว (คิด) ความยากของการเป็นณเดชน์คือทำยังไงให้ตัวเราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม แก่เยาวชน ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย

ตอนอายุ 17 เป็นเด็กต่างจังหวัด คุณเข้ากรุงมาเล่นละคร แล้วก็ได้เข้าชิงแทบทุกเรื่อง ได้รางวัลก็หลายเรื่อง คุณเล่นละครเป็นตั้งแต่ตอนไหน
ผมทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะครับ เป็นเด็กชอบแสดงออก เป็นเชียร์ลีดเดอร์ (หัวเราะ) ผมเป็นคนชอบสังสรรค์กับเพื่อน มีงานก็เล่นตลก เป็นแกนนำเด็กรุ่นน้องอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงกับหัวโจกนะ มีคนโจกกว่าผมอีก แล้วพอมาเรื่องของการแสดง ผมก็ได้เข้า Acting Class ด้วย ก็ทำให้มั่นใจขึ้น ช่วงแรกๆ ก็ยากครับ ผมคอยถามผู้กำกับตลอด

เรื่องไหนหรือบทบาทไหนที่อาจไม่ถูกใจคนอื่น แต่เราได้บทเรียนจากมันมากที่สุด
ก็ต้องคู่กรรมครับ ผมไม่เคยเล่นหนังมาก่อน นั่นเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผม เลยทำการบ้านกันค่อนข้างหนักเหมือนกัน เล่นเป็นคนญี่ปุ่น ต้องพูดญี่ปุ่น พูดไทยไม่ชัดอีก และการแสดงผมค่อนข้างจะติดอารมณ์ละครครับ หนังกับละครมันคนละอารมณ์กันนะ หนังอาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง แต่ผมถือว่าเป็นงานที่รู้สึกประทับใจและภูมิใจครับ

คุณบอกว่าอยากเกิดใหม่เป็นโทนี่ สตาร์ก แต่ถ้าเป็นการแสดงล่ะ อยากแสดงเป็นโทนี่ สตาร์ก ด้วยไหม
ถ้าเป็นการแสดงนะครับ ผมเคยฝันว่าผมอยากเป็นจิม แคร์รีย์ ครับ ผมอยากตลกให้ได้แบบนั้น แต่พอมาเล่นละครเรื่องเล่ห์ลับสลับร่าง ที่มันมีอารมณ์คอมเมดี้ปนอยู่ ผมเลยได้รู้ว่าการที่จะไปสู่จุดนั้นมันยากมากเลยนะ การเล่นตลกไม่ง่ายเลย จังหวะการเล่นยังไงให้ตลกนี่แหละยาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ ผมว่าผมอยากลองเล่นดราม่าจัดๆ บ้างดีกว่า

ก็เคยแล้วนี่
ใช่ เคยแล้ว จริงๆ ก็อยากเล่นแอคชั่นเหมือนกันนะ บู๊ระห่ำเต็มสูตรไปเลย

สรุปคืออยากเล่นทุกอย่าง
(หัวเราะ) ใช่ แต่อยากเป็นโทนี่ สตาร์ก ที่สุด

“ถ้ามีโอกาสกลับไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ผมคงไม่เลือกเกิดเป็นใครทั้งนั้น เพราะสุดท้ายผมว่าการที่เราอยากเป็นคนอื่นนอกจากตัวเราเอง มันเป็นการหนีปัญหา”
“ความยากของการเป็นณเดชน์คือ ทำยังไงให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นตัวของตัวเองด้วย”

“ชีวิตผมน่ะไม่ง่ายมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ผมว่าเราเลือกได้ที่จะยอมรับความเป็นจริงของชีวิต… โลกนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีเหตุและปัจจัย พอคิดได้มันก็ผ่านไปได้ ผมก็ผ่านมาในระดับหนึ่ง ทำให้เรารู้กุญแจของมัน”

Cover Story / July16
เรื่อง : ปั้นสิบ ภาพ : ธาดา วารีช

ที่ 1 เกือบทุกเวที ภัค นรภัทร เดินสายประกวด จนได้ฉายา เทพบุตร

ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่สาวๆ เท่านั้นที่มีการเดินสายประกวดทั่วประเทศ แต่หนุ่มๆ ก็มีเหมือนกัน โดยวันนี้เราจะได้รู้จักกับ ภัค นรภัทร ผู้ชายที่เดินสายประกวดจนได้รับฉายาว่า เทพบุตร

สำหรับหนุ่มหล่อจากจังหวัด นครพนม คนนี้มีชื่อว่า ภัค นรภัทร สกุลซ้ง ปัจจุบันอายุ 26 ปี เป็นเจ้าของส่วนสูง 185 ซม. ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ สาขาการจัดการธุรกิจสายการบิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทั้งนี้หนุ่มภัคบอกว่าตัวเอง มีความฝันว่าอยากเป็นอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจึงเลือกศึกษาต่อด้านการบิน

ด้านเส้นทางในวงการประกวด เริ่มต้นขึ้นจากการประกวดในมหาวิทยาลัย ก่อนที่หนุ่มคนนี้จะมีโมเดลลิ่งและ มีพี่เลี้ยงพาไปประกวดเวทีต่างๆ โดยเวทีแรกจนถึงเวทีที่ห้าหนุ่มคนนี้บอกว่าเขาตกรอบหมด ก่อนที่หลังจากนั้นกว่า 50 กว่าเวที เขาคว้ารางวัลที่ 1 มาครองเกือบทุกเวที

ทั้งนี้ก่อนจะประสบความสำเร็จในเวทีการประกวดต่าง ๆ ภัคบอกว่าตัวเขาเองมีการทำศัลยกรรมจมูก พร้อมกับดูแลตัวเองอย่างหนักจนถึงวันนี้ใช้เงินไปเกือบ 1 ล้านบาท เพื่อให้พร้อมสำเร็จการเดินสายประกวด นอกจากรูปร่างหน้าตา เคล็ดลับที่ทำให้เขาชนะใจกรรมการ คือการทำการบ้านเกี่ยวกับเวทีที่ไปประกวด ไม่ว่าจะเป็นคำขวัญประจำจังหวัด ความรู้รอบตัว การตอบคำถาม ตลอดจนบุคลิกภาพการยืน เดิน ต้องพร้อม

สำหรับการประกวดเวทีผู้ชาย ภัคบอกว่า การแต่งหน้าก็สำคัญ อย่างพี่เลี้ยงเขาต้องดูไฟ ต้องดูจังหวัดด้วยว่าแต่ละภาคชอบหนุ่มสไตล์ไหน อย่างเช่น ทางภาคเหนือชอบสไตล์หวานละมุน ภาคอีสาน จะเน้นห่ามๆ แมนๆ ถอดเสื้อ ซึ่งภาพรวมต้องดูดี ส่วนภาคกลางเวทีส่วนใหญ่จะอยู่ในห้าง ต้องแต่งหน้าใสๆ


ที่ 1 เกือบทุกเวที ภัค นรภัทร เดินสายประกวด จนได้ฉายา เทพบุตร

เรียกว่าชีวิตเวทีประกวดผู้ชาย ก็มีรายละเอียดไม่แพ้ของสาวๆ ก็ว่าได้ ยังไงใครอยากไปประกวดก็อย่าลืมศึกษารายละเอียดและทำการบ้านแบบหนุ่มคนนี้นะครับจะได้คว้ารางวัลมาครองได้แบบ ภัค นรภัทร